Interviews
NPR Digital Partner
เพื่อนคู่คิดธุรกิจ SMEs ไทยฝ่าวิฤตเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อภาคธุรกิจ SMEs สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยธุรกิจที่มีผู้ประกอบการมากถึง 3 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจหรือกิจการในไทย ต้องยอมรับว่าธุรกิจ SMEs นั้นก่อให้เกิดการจ้างงานมากที่สุดและยังมีส่วนสำคัญผลักดันให้เกิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งจากการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการ รวมถึงเป็นกลไกหมุนเวียนรายได้และกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ อีกด้วย แต่เมื่อโควิด-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วทุกมุมโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อ SMEs ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่อยู่รอด พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย เสริมสภาพคล่องระยะสั้น และเตรียมความพร้อมให้ธุรกิจพัฒนาต่อได้ในระยะยาวให้กลับมาพร้อมเข้าสู่การแข่งขันได้อย่างรวดเร็วด้วยการทำ Digital Transformation ผ่านระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และใช้ซอฟท์แวร์เข้ามาบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ประกอบการหลายท่านทราบกันดีว่าระบบเหล่านี้มีต้นทุนที่สูงเกินเอื้อม และยังมีบางอย่างที่ไม่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับขนาดและประเภทธุรกิจ SMEs วันนี้ The Sharpener จึงได้ชวนคนรุ่นใหม่ไฟแรง 3 ท่านจาก NPR Digital Partner ทั้ง แพรี่ แพรวา นิมิตกุล Head of Strategyนีโน่ ศุภกิตติ์ เกษตรตระการ Head […]
หุ่นยนต์ ‘Walkie’ ดังกระหึ่ม วิศวฯ จุฬาฯ คว้ารองแชมป์โลก
เมื่อประเทศไทยอยู่ในยุคสมัยแห่งสังคมผู้สูงวัยมาระยะหนึ่งแล้ว จึงทำให้ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะได้เห็นตลาดสินค้าและบริการขานรับและพุ่งเป้าใส่ใจไลฟ์สไตล์คนสูงอายุ หรือกลุ่ม Eldery Care ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นความพยายามของหลายบริษัทยักษ์ใหญ่โดดลงมาชิงชัยแข่งกันปักธงในตลาดนี้โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ผลิต “หุ่นยนต์” เร่งพัฒนานวัตกรรม ปรับปรุงผลิตภัณฑ์โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์เอื้อต่อการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะเฉพาะตัว เข้าตำรา “คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ” เพราะคนตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เป็นลูกหลานหามาให้ไว้ใช้งานด้วยความห่วงใย หลายครอบครัวจึงกำลังมองหาหุ่นยนต์มาเป็นตัวช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลผู้สูงวัยในบ้าน ไม่เพียงบริษัทระดับโลกเท่านั้นที่กำลังแข่งขันพัฒนาหุ่นยนต์ แต่ในระดับผู้พัฒนาระดับจูเนียร์ลงมาอย่างกลุ่มนิสิตนักศึกษาทั่วโลกเองก็ทำได้เก่งกาจไม่แพ้กันเลยทีเดียว ล่าสุดกับการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับนานาชาติในรายการที่ใหญ่ที่สุดในโลก “RoboCup@Home 2022” ที่เวียนกลับมาจัดที่ประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อวันที่ 13-17 กรกฎาคม 2565 ทีมหุ่นยนต์สัญชาติไทยโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้แสดงศักยภาพความเก่งกล้าสามารถในด้านนี้เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั้งโลก โดยคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งมาครองได้สำเร็จ The Sharpener, Sharpen your SDG จึงพลาดไม่ได้ที่จะพาทุกท่านมารู้จักกับ “น้องเอิร์ธ ธนโชติ” หัวหน้าทีม EIC Chula ผู้พัฒนาหุ่นยนต์น้อง ‘Walkie’ จนดังกระหึ่มโลก ธนโชติ สรรพกิจ หรือ เอิร์ธ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าชมรมหุ่นยนต์แห่งวิศวฯ […]
ทานน์ดี นวัตกรรมอาหาร เพื่อคนไทยมีสุขภาพดี
The Shapener พาคุยกับ ผศ.ดร. สถาพร งามอุโฆษ อาจารย์ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมก่อตั้ง ทานน์ดี (Tann:D) อาจารย์แอมกล่าวว่าทานน์ดี ต้องการให้คนไทยทั่วไปมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน เลยทำให้นวัตกรรมของทานน์ดี เป็นนวัตกรรมที่มีความแตกต่างส่งเสริมสุขภาพโดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ทำออกมาคือเส้นโปรตีนจากไข่ขาวไม่ผสมแป้งเพื่อที่จะทำให้คนไทยดูแลตัวเองได้แบบง่าย ๆ และได้โปรตีนอย่างเพียงพอ Tann:D ทำไมถึงดีต่อผู้ป่วย สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องโรค โดยเฉพาะโรคจากการมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน ผลิตภัณฑ์ของทานน์ดี 1 ห่อจะให้พลังงานเพียงแค่ 35 กิโลแคลอรีหรือเท่ากับแอปเปิ้ลครึ่งลูกเพียงเท่านั้น หากเทียบกับเส้นทั่ว ๆ ไปในปริมาณที่เท่ากัน ทานน์ดีจะให้พลังงานน้อยกว่าอย่างน้อยถึง 2 เท่า แต่ถ้าเทียบกับเส้นอุด้งแล้วเส้นไข่ขาวของทานน์ดีจะให้พลังงานน้อยกว่าถึง 5 เท่า เหตุนี้จึงทำให้คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี หรือคนเป็นโรคเบาหวานสามารถที่จะทานได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาลเกิน คนที่ต้องการโปรตีน ผู้ป่วยที่ล้างไต หรือคนไข้โรคมะเร็ง ก็สามารถทานเส้นไข่ขาวได้ อีกทั้งยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรักสุขภาพ ที่ต้องการดูแลร่างกายของตนเอง Tann:D ทำเมนูอะไรดี ทานน์ดีสามารถทำได้ทั้งของคาวและของหวาน เมนูโปรดของผู้ใหญ่ที่ซื้อทานน์ดีไปรับประทานคือนำเส้นอุด้งไข่ขาวไปใส่กับน้ำเต้าหู้ จัดเป็นเมนูของหวานที่ได้รับความนิยม หากเป็นเมนูอาหารคาวที่รสจัดหน่อย ก็สามารถนำไปแทนเส้นขนมจีน ทำเป็นเส้นทานน์ดีกับน้ำยากะทิ หรือนำไปทานคู่กับส้มตำ ก็ได้ […]
SDGs
พลังพี่จุฬาฯ สนจ. จับมือมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) เร่งส่งถุงยังชีพพระราชทานกว่า 1.2 หมื่น บรรเทาทุกข์อุทกภัยชายแดนใต้
สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม 2568 นับเป็นวิกฤตครั้งรุนแรงอีกครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา และสตูล ซึ่งหลายพื้นที่ในจังหวัดยะลาประสบน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบหลายแสนครัวเรือน ท่ามกลางความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้เร่งดำเนินภารกิจช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานในพื้นที่และการลำเลียงเครื่องอุปโภคบริโภคส่งตรงถึงผู้ประสบภัย โดยเฉพาะในรอบนี้เร่งจัดทำถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ถุง ขณะเดียวกัน สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ก็ได้ขับเคลื่อนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในทุกวิกฤติมาอย่างต่อเนื่องเช่นกันและได้จัดทำโครงการ “สนจ.รวมส่งน้ำใจ สู้อุทกภัยชายแดนใต้” ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.68 ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี เลขาธิการ สนจ. (CU2524) จึงได้เข้าพบ ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย (CU2527) หารือกันเพื่อบูรณาการความร่วมมือเร่งทำคลอดแผนโลจิสติกส์นำส่งความช่วยเหลือลงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น โดยมี คุณอธิศีล ธัญญ์ ณ […]
“มหาลัยไทยอยู่ตรงไหนในโลก Digital Nomad”
“Digital Nomad” เป็นคำที่คนไทยเริ่มรู้จักและได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ มาตั้งแต่ปีกลาย โดยคำนี้เป็นชื่อเรียกกลุ่มมนุษย์โลกพันธุ์ใหม่ที่สามารถทำงานได้จากทุกที่ทั่วโลกที่มีอินเทอร์เน็ต และคนกลุ่มนี้เองกำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่ภาคธุรกิจและการศึกษาทั่วโลกจับตามองเช่นกัน จากรายงาน Global Digital Nomad Study ของ ABrotherAbroad.com ประเมินว่า กลุ่ม Digital Nomad ทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 787 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณปีละ 26.8 ล้านล้านบาท โดยในปี 2565 จ านวน Digital Nomad ทั่วโลก พุ่งขึ้นแตะระดับ 35 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่มีจ านวนเพียง 15.2 ล้านคน และมีโอกาสแตะระดับ 60 ล้านคน ในปี 2573 สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาด Digital Nomad ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การเพิ่มขึ้นของ […]
เมื่อคลิปหลุด ใครกันแน่ที่สังคมออนไลน์เลือกประณาม?
กรณีคลิปหลุดของเน็ตไอดอล “พิมพ์ กรกนก” และอดีตแฟนหนุ่ม “ยิ้ว วาริ” กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกโซเชียลอยู่ขณะนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฝ่ายชายกลับถูกโจมตีอย่างหนักหลังจากที่ฝ่ายหญิงออกมาแถลงข่าวพร้อมน้ำตา เรียกร้องให้คนเห็นใจและไม่แชร์คลิปของเธอ ส่งผลให้กลุ่มแฟนคลับของเธอพากันไปคอมเมนต์ประณามใส่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของฝ่ายชายทันทีว่าเขาต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน การกระทำเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้อคติทางเพศมาตัดสินโดยขาดการใคร่ครวญ เพียงแค่เห็นผู้หญิงมาร้องไห้ต่อหน้าสาธารณชน ก็ปักใจเชื่อทันทีว่าผู้ชายเป็นฝ่ายผิด ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งยิ้วและพิมพ์ได้แจ้งความร่วมกันเพื่อติดตามหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง ซึ่งถ้ายิ้วเป็นคนปล่อยคลิปเองแล้ว ทำไมพิมพ์ถึงยอมร่วมดำเนินคดีไปพร้อมกับเขาด้วยล่ะ? การที่สังคมด่วนสรุปจึงทำให้เกิดการประณามรุนแรงที่อาจไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายชาย แน่นอนว่าการเผยแพร่คลิปส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง ไม่ว่าบุคคลในคลิปจะเป็นเพศใดก็ตาม แต่การที่แฟนคลับและชาวเน็ตใช้อารมณ์ความชอบ-ชังส่วนตัวมาชี้นำประเด็น กลับเป็นการบิดเบือนความจริง สร้างแรงกดดันให้สังคมเชื่อไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง จนอาจกลบความผิดของคนที่ควรถูกลงโทษไปได้ ในการวิเคราะห์เรื่องนี้ ตราบใดที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงอาจนำมาสู่การตั้งสมมติฐานได้หลายทิศทาง ทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าผู้ที่ปล่อยคลิปอาจเป็นฝ่ายหญิงเองก็อาจเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างกระแสให้ตัวเองได้ประโยชน์เป็นผลพลอยได้จากยอดฟอลโลว์ที่อาจพุ่งสูงขึ้น หรือเพิ่มค่าตัวในการรับงานโฆษณาแบบน้ำขึ้นให้รีบตัก ในขณะที่บางฝ่ายก็ปักใจเชื่อว่าคลิปนั้นต้องถูกปล่อยออกจากฝ่ายชายอย่างที่เห็นกันอยู่บ้างแล้ว จะด้วยเหตุคึกคะนองตามวัยหรือจะอะไรก็ตามแต่ แต่กระนั่นเราก็ยังคงสรุปอะไรลงไปชี้ชัดไม่ได้หากยังไม่ได้สืบสาวราวเรื่องพบหลักฐานชัดเจน และปล่อยเวลาให้กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ไม่ด่วนเชื่อการออกมาประกาศความเห็นใจจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งสังคมก็ควรเคารพต่ออำนาจศาลสถิตยุติธรรมที่เน็ทไอดอลทั้งคู่เลือกขอเข้าไปพึ่งพิง กรณีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงพลังของกระแสสังคมออนไลน์ที่อาจผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการประณามโดยขาดความยั้งคิด เราทุกคนจึงต้องช่วยกันสร้างมาตรฐานใหม่ในการแสดงความคิดเห็น ที่เน้นการใช้วิจารณญาณ ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และเปิดใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ไม่ด่วนสรุปตัดสินใครเพียงเพราะแรงกดดันจากเสียงส่วนใหญ่ หรือความชอบ-ชังส่วนตัวแบบพวกมากลากไป หากทุกคนในสังคมออนไลน์ปรับมุมมองให้ยึดมั่นในเหตุผล มีสติ และละวางอคติทางเพศในการแสดงความคิดเห็นได้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศ ยังจะช่วยให้การถกเถียงในประเด็นสาธารณะมีคุณภาพมากขึ้น ก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์และเป็นธรรมกับทุกคนอย่างแท้จริง
ผ่าคำแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ให้ค่า “โลกเดือด” แค่ไหน
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน ที่นำพาคณะรัฐมนตรีฝ่าด่านอภิปรายโดยไม่ลงมติจากสมาชิกรัฐสภาตลอด 2 วันเต็ม (11-12 ก.ย.66) เล่นเอาเรียกเสียงฮือฮาจากเหล่าเอฟซีทั้งกองเชียร์และกองแช่งอึงมี่ไปทั่วเมือง เพราะหลายนโยบายฟังแล้วก็น่าหนุนส่งอยากให้เร่งทำคลอดออกมาไว ๆ ในขณะที่ก็มีบางนโยบายถูกแซวว่าไม่ตรงปกผิดเพี้ยนไปจากที่พรรคแกนนำหาเสียงไว้ รวมถึงบางนโยบายก็หายลิบเลือนเข้ากลีบเมฆไปไม่ปรากฏให้เห็นในคำแถลงที่ลงไว้ในราชกิจจานุเบกษา ความยาว 14 หน้า นับรวมได้ถึง 297 บรรทัด ซึ่งเมื่อใครได้ชมการแถลงสดกลางสภาของท่านนายกเศรษฐา หรือจะกลับมานั่งอ่านดูกันให้ละเอียดถี่ถ้วนก็จะพบว่านโยบายรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสำคัญยิ่งกับภารกิจเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาส่อเค้าจะซึมยาวให้หวนกลับมาคึกคักดังจะเห็นได้จากมาตรการเร่งด่วนทั้งลดค่าไฟ ค่าน้ำมันดีเซล พักหนี้เกษตรกรและธุรกิจ SMEs เรื่อยไปจนถึงแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท แต่เมื่อเราลองกวาดตาพลิกหานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้เจอเข้าอย่างจังกับความพยายามสู้โลกเดือดที่ก็ให้ความสำคัญต่อการรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศอินเทรนด์ได้ไม่น้อยหน้าประเทศชั้นนำอื่นเช่นกัน โดยแอบปรากฏคำว่า “คาร์บอน” ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของการสู้โลกเดือดครั้งนี้ไว้มากถึง 3 แห่งเลยทีเดียว นั่นคือ “การขายคาร์บอนเครดิต” “Carbon Neutrality” และ “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” คำแรก “การขายคาร์บอนเครดิต” ปรากฏพบอยู่ที่หน้า 8 ในราชกิจจานุเบกษา ตรงย่อหน้าที่ว่า“…นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมแนวทางที่สร้างรายได้จากผืนดินและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนการปลูกไม้ยืนต้นให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของพื้นที่ และส่งเสริมให้เจ้าของที่ดินหรือชุมชนโดยรอบได้รับประโยชน์จากการเพิ่มพูนของระบบนิเวศ การขายคาร์บอนเครดิตอย่างยุติธรรม และได้รับการยอมรับจากระดับสากล…” อ่านเผิน ๆ ก็พลอยทำให้ใจฟูได้อยู่เหมือนกัน แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับยังมองไม่เห็นแววแนวดำเนินนโยบายที่แน่ชัดโดยเฉพาะกับวรรคที่กล่าวว่า “…กำหนดให้มีสัดส่วนการปลูกไม้ยืนต้นให้เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของพื้นที่…” ดูแล้วก็จะคล้ายกับข้อกำหนดของกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยที่ก่อนหน้านี้เคยกำหนดพื้นที่เกษตรกรรมด้วยจำนวนพืชผักและไม้ผลต่าง […]
ถอดบทเรียน “ไฟป่าฮาวาย” เซ่นโลกเดือด คร่าชีวิต 115 ศพ ฉุดเศรษฐกิจวูบเฉียด 2 แสนล้าน
จากอุณหภูมิโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ร้อนปรอทแตกจนองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกต้องขอจดบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่โลกเราเคยเผชิญมา ร้อนไปถึงนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ฤกษ์ออกมาประกาศเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้โลกเราได้อัพเวลเข้าสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันชาวโลกก็ต้องอกสั่นขวัญแขวนกันอีกครั้ง เมื่อมลรัฐฮาวายแห่งสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับหายนะไฟป่าที่แผดเผาเกาะเมาวีให้มอดไหม้แทบทั้งเกาะนานนับสัปดาห์จนคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 115 ศพ และยังสูญหายอีกถึง 110 ราย เกาะเมาวี ถือเป็นที่ตั้งของ “ลาไฮนา” เมืองหลวงเดิมของฮาวาย เป็นเกาะใหญ่อันดับ 2 ในบรรดาหมู่เกาะฮาวาย และนับได้ว่ามีชายหาดสวยงาม ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวมากมายต่างเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกัน แต่ในรอบเดือนที่ผ่านมาไฟป่าได้โหมกระหน่ำทำให้ที่นี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อย่างเข้าบ่ายคล้อยของวันที่ 8 สิงหาคม 2566 ชาวเมืองลาไฮนาต้องเผชิญกับไฟป่าหลายจุดผนวกกับกระแสลมกรรโชกแรงส่งผลให้ไฟป่าปะทุลุกลามอย่างรวดเร็วจนทั้งเมืองกลายเป็นทะเลเพลิง ประชาชนนับหมื่นต่างต้องหนีตายอย่างอลม่าน ซึ่งกว่ารัฐจะเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จรวมถึงค้นหาผู้เสียชีวิตตามซากปรักหักพัง ก็ใช้เวลานานถึง 4 สัปดาห์ ทำให้พื้นที่กว่าร้อยละ 80 ของเมืองหรือประมาณ 5,300 ไร่ กลายเป็นเถ้าธุลี สิ่งปลูกสร้างกว่า 2,200 หลังพังราบเป็นหน้ากลอง โดยเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 เจ้าหน้าที่ของรัฐเมาวีได้เปิดเผยว่าเหตุการณ์นี้พบผู้เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น 115 […]
ซาฮาราก็แค่ปากซอย วิกฤตอีสานดินเค็ม เสี่ยงเป็นทะเลทราย
ประเทศไทย ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 320 ล้านไร่ มีประชากรประมาณ 70 ล้านคน และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในปี 2564 มีที่ดินซึ่งใช้ในการเกษตรมากถึง 149 ล้านไร่ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ไทยจะเป็นผู้นำด้านการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรมากมายมาเป็นเวลานาน อีกทั้งอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีดิน ไม่มีเรา” แต่ดินอันเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศไทยนั้น นับวันกลับยิ่งเสื่อมโทรมลง ปัญหาเกิดจากอะไรและใหญ่แค่ไหน The Sharpener มีคำตอบครับ ภาคการเกษตรถือได้ว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลการทำสำมะโนการเกษตรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรในภาคเกษตรมากถึง 25 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของประชากรทั้งหมด นับว่าเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าทางการเกษตรอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2565 ที่ผ่านมา ไทยถือเป็นแชมป์โลกส่งออกยางพารา มันสำปะหลัง ทุเรียน และ มังคุด (ข้อมูล worldtopexport ของ กระทรวงพาณิชย์) นอกจากนี้ยังมีสินค้าส่งออกอื่น […]
News Update
BDI เผยผลสำรวจตลาด Big Data & AI ไทยปี 2568 มูลค่าทะลุ 4.1 หมื่นล้านชี้ “คน” คือกุญแจสำคัญ พร้อมเดินหน้า ThaiLLM และ D2 ขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค Data Economy
13 มกราคม 2569, กรุงเทพฯ – สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผลการสำรวจตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ AI ของประเทศไทย ประจำปี 2568 พบ มูลค่าตลาดพุ่งแตะ 41,858 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า 18% ขณะที่ ปัญหาขาดแคลนบุคลากรยังเป็น “วิกฤตเงียบ” ที่ต้องเร่งแก้ไข ด้าน BDI ประกาศเดินหน้าแพลตฟอร์ม D2 เปิดให้บริการเต็มรูปแบบปี 2569 พร้อมเปิดตัว ThaiLLM โมเดลใหญ่สุดภายในเดือนนี้ ศ. ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการโดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 400 แห่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและน่าเชื่อถือ ซึ่งการประเมินครั้งนี้ใช้วิธี Ratio-based Market Sizingพบว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Big Data และ […]
สนจ.ปล่อยเทรลเลอร์ 26 ตัน ลำเลียงของบรรเทาทุกข์ถึงหาดใหญ่แล้ว
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ณ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ดร.ณัฐพล รังสิตพล นายกสมาคม เป็นประธานในพิธีปล่อยรถเทรลเลอร์ ขนาด 26 ตัน ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ซึ่งได้รับบริจาคจากภาคีเครือข่ายใน ”โครงการ สนจ.รวมส่งน้ำใจ สู้อุทกภัยชายแดนใต้“ ผนึกกำลังร่วมกับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก โดยมีกรรมการอำนวยการสมาคม ประกอบด้วย ศ.นพ.กำธร พฤกษานานนท์ ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน คุณศักดิ์ชัย ยอดวานิช อุปนายก ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี เลขาธิการ คุณสุเทพ พันธ์เพ็ง ประธานฝ่ายปฏิคม คุณอธิศีล ธัญญ์ ณ ป้อมเพชร ประธานฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์ คุณโอฬาร เชื้อบาง ประธานแผนกฟุตบอล และ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการกลาง พร้อมด้วย […]
สนจ.รวมส่งน้ำใจ สู้อุทกภัยชายแดนใต้
จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และภาคเครือข่าย ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยอย่างยิ่งถึงนิสิตเก่าจุฬาฯ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูลทุกท่านที่กำลังเผชิญอุทกภัยครั้งนี้ จึงขอเปิดรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเร่งด่วน ดังนี้ 1.น้ำดื่มบรรจุขวด (ขนาด 500-600 มิลลิลิตร) จำนวนมาก2.อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ฮาลาล) จำนวนมาก3.ยาสามัญประจำบ้าน ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น จำนวนมาก4.ไฟฉายพร้อมแบตเตอรี่สำรอง จำนวนมาก5.ผ้าอนามัยสำหรับผู้หญิง / ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่6.สเปรย์กันยุง จำนวนมาก7.กระดาษทิชชู จำนวนมาก ท่านสามารถนำส่งได้ที่สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00-16.00 น. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลได้ที่โทร. 084-546-4411, 082-603-8103, 02-215-3488, 02-215-6203 บริจาคเงินได้ที่บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสยามสแควร์ ชื่อบัญชี สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-เงินรองจ่าย เลขที่ […]
“พี่น้ำหวาน” สิงห์ดำ42 CU2532 ปล่อยขบวนรถเทรลเลอร์ 18 ล้อ ลำเลียงถังออกซิเจน ช่วยสงขลา
วอนช่วยเปิดทาง ”พี่น้ำหวาน“ อโรชา นันทมนตรี นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ สิงห์ดำ42 CU2532 ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ปล่อยขบวนรถเทรลเลอร์ 18 ล้อ ลำเลียงถังออกซิเจน จำนวน 222 ถัง ยาสามัญ จำนวน 1,000 ชุด พร้อมด้วยน้ำดื่ม เครื่องอุปโภคและบริโภค มุ่งตรงสู่โรงพยาบาลสงขลา เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว โดยตลอดทางจะมีรถตำรวจทางหลวงอำนวยความสะดวกให้คาดว่าจะฝ่ากระแสน้ำถึงปลายทางในช่วงเช้าพรุ่งนี้ ล่าสุด สถานการณ์ในพื้นที่พบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องได้รับออกซิเจนอย่างเร่งด่วน ในอัตราส่วนผู้ป่วย 1 คนต่อออกซิเจน 3 ถังใน 1 วัน และคาดว่าขณะนี้ไม่น่าจะมีออกซิเจนบรรจุถังเหลืออยู่ในพื้นที่แล้ว สำหรับภารกิจนี้เป็นการผนึกกำลังกันของจังหวัดนครปฐม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม โรงพยาบาลนครปฐม ภาคประชาชน และภาคเอกชนโดยเฉพาะรถเทรลเลอร์จาก “ณัฐพลเครน” จะยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไปเพื่อช่วยขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งของที่จำเป็นร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่กำลังเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภัยครั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเงินได้บัญขีเลขที่ 020-3-04545-1 ธนาคารไทยพาณิชย์ (กระแสรายวัน) ชื่อบัญชีมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทยใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สำหรับผู้ที่ประสงค์ขอใบเสร็จ กรุณาส่งหลักฐานการบริจาค […]
สนจ. ระดมทุนพี่นิสิตเก่า 200,000 บาท สนับสนุนภารกิจมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่-สงขลา
พลังพี่จุฬาฯ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ (สนจ.) ระดมทุนจากพี่นิสิตเก่าและภาคีเครือข่ายเบื้องต้น จำนวน 200,000 บาท สนับสนุนภารกิจเร่งด่วนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่-สงขลาของมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โดย ดร.ณัฐพล รังสิตพล นายก สนจ. เป็นตัวแทนมอบเงินดังกล่าวให้กับ ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิฯ แล้วเช้านี้ (25 พ.ย.68) โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ ศ.นพ.กำธร พฤกษานานนท์ อุปนายก สนจ. และ ดร.จุลพงษ์ ทวีศรี เลขาธิการ สนจ พร้อมด้วยตัวแทนกรรมการอำนวยการสมาคม ได้แก่ ดร.ศรายุธ แสงจันทร์ คุณวิษณุ ทับเที่ยง รศ.ดร.สมิทธิ์ บุญชุติมา คุณอธิศีล ธัญญ์ ณ ป้อมเพชร คุณสุเทพ พันธุ์เพ็ง และคุณชัยวัฒน์ พันธ์ชัยพล ร่วมเป็นสักขีพยาน สำหรับสถานการณ์ล่าสุดมูลนิธิฯ […]
มหิดลชูศูนย์ตรวจโด๊ปมาตรฐานโลก เสริมศักยภาพไทยเจ้าภาพซีเกมส์ใสสะอาด
ศูนย์ตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬา ม.มหิดล หนึ่งเดียวในอาเซียน พร้อมสนับสนุนระบบสุ่มตรวจสารตามมาตรฐานสากล WADA หนุนซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพโปร่งใสและยุติธรรม กรุงเทพฯ — ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 โดยจะมีนักกีฬากว่า 12,000 คนจาก 11 ประเทศ เข้าร่วมชิงชัยในกว่า 500 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา (National Doping Control Centre: NDCC) สถาบันวิทยาศาสตร์การวิเคราะห์และตรวจสารในการกีฬา ประกาศความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ บุคลากร และมาตรฐานด้านสารต้องห้ามระดับโลก เพื่อสนับสนุนนโยบาย Clean Sport มุ่งยกระดับความโปร่งใสของซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ NDCC ม.มหิดล เป็น 1 ใน 29 ห้องปฏิบัติการทั่วโลกที่ได้รับการรับรองจากองค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) และเป็น ห้องปฏิบัติการแห่งเดียวในอาเซียน ที่ผ่านมาตรฐานสูงสุดด้านการตรวจสารต้องห้ามในนักกีฬา ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพรองรับการแข่งขันระดับภูมิภาคและนานาชาติได้อย่างมั่นใจ รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ […]




































