เกาะติดสถานการณ์ COVID-19 วันที่ 21 พ.ค. 64
วันที่ 21 พ.ค. 64 พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 3,481 ราย โดยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมรวม 123,066 ราย แบ่งเป็นกำลังรักษา 42,827 ราย หายแล้วจำนวน 79,504 ราย มีผู้รักษาหายเพิ่ม 2,868 ราย มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่ม 32 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 735 ราย
.
ที่มา : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
Related Posts
เกาะติดสถานการณ์ COVID-19 วันที่ 26 ก.พ. 64
วันนี้ (26 ก.พ. 64) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 45 ราย โดยมียอดผู้ติดเชื้อยืนยันสะสมรวม 25,809 ราย แบ่งเป็นกำลังรักษา 774 ราย หายแล้วจำนวน 24,952 ราย มีผู้รักษาหายเพิ่มเติม 218 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยมีผู้เสียชีวิตสะสม 83 ราย ที่มา : ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
บริการ Welness ตลาดเฉพาะทางที่ยังมีอนาคตมีไกลสำหรับไทย
วีระศักดิ์ชี้ ที่พักในโรงแรมรีสอรท์เป็นได้มากกว่าที่พักค้างแรม แต่เป็นสถานบำบัด ฝึกปฏิบัติด้านโภชนาการ การฝึกหายใจ การนอนหลับได้ลึกสนิท เป็นสิ่งที่คนมีเงินทั่วโลกกำลังโหยหา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์. อดีตรัฐมนตรีท่องเที่ยวชี้ว่า ปัจจุบันคนชั้นกลางทุกภูมิภาคของโลก เครียดจากแรงบีบรัดของเศรษฐกิจแห่งการกีดกัน เครียดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม จนเป็นปัญหาสุขภาพจิตไปทั่วโลก การปนเปื้อนในน้ำและอาหาร แต่ความยืดหยุ่นของวัฒนธรรมไทย อาหารอร่อยที่หลากหลาย อากาศที่ยังพอคาดเดาได้ของไทย หากได้บวกกับความรอบรู้ด้านสมุนไพร การสงบจิตเจริญสมาธิที่ฝึกได้ เป็นสิ่งที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดการเดินทางเพื่อหลบความเครียด ในการบรรยายพิเศษในหลักสูตร “ผู้นำด้านการแพทย์” เรื่องศาสตร์แห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว หรือ Longevity จัดโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลวชิระ ภูเก็ต และเครือข่ายผู้ประกอบการสปาและ Wellness ที่โรงแรมเมอลิน ภูเก็ต นายวีระศักดิ์กล่าวว่า ในหลายประเทศจะมีกลุ่มผู้เกษียณแบบมีบำนาญมีสวัสดิการสังคมที่ครอบคลุม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็มักครอบคลุมได้ไม่หมด และคนมีรายรับและเงินออมที่มั่นคงกลุ่มนี้ยังต้องการบริการด้านสุขภาพที่อาจยังไม่มี หรือแต่ราคาสูงมากหรือมีคิวรับบริการที่ต้องรอนาน ดังนั้นคนกลุ่มนี้มักจะเข้าหาบริษัทที่จัดพาเดินทางออกต่งประเทศไปรับการบริการทางสุขภาพตามที่ต้องการกันเป็นกลุ่มๆ กล่าวคือได้ทั้งท่องเที่ยวเพิ่มประสบการณ์และไปรับบริการที่ต้อฃการเช่น ไปฝึกสมาธิ ไปฝึกทำและทานอาหารที่ออกแบบให้ตามยีนขอฃแต่ละคน การไปค้นหาวิธีที่เหมาะในการนอนหลับได้ลึก ไปลดน้ำหนักก่อนเข้าพิธีสำคัญ ไปกายภาพบำบัดสำหรับนักเล่นกีฬา ไปกายภาพบำบัดสำหรับผู้ผ่านการผ่าตัดพักฟื้น ไปขับล้าฃพิษหรือ detox ของระบบทางกายภาพหรือ ทางจิตใจ ดังนั้น สถานพยาบาล สถานพักฟื้น สถานดูแลผู้สูงวัย […]
มหัศจรรย์ “ไหมไทย” สร้างเนื้อเยื่อเทียม กรมหม่อนไหมปลื้ม จับมือจุฬาฯ ต่อยอดนวัตกรรม
เมื่อเอ่ยถึงผ้าที่มีคุณสมบัติมันวาว อ่อนนุ่ม ดูหรูหรา ทั่วโลกต่างต้องยกให้ “ผ้าไหมไทย” หนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สร้างชื่อให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน แต่ละปีไทยเรามีกำลังการผลิต “ผ้าไหม” ประมาณ 4,286 ตันต่อปี จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก เป็นรองเพียงจีน อินเดีย อุซเบกิสถาน และอิหร่าน (https://www.atlasbig.com/en-us/countries-by-silk-production) เท่านั้น โดยในปี 2564 กรมศุลกากรเคยเปิดเผยข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจถึงศักยภาพการส่งออกเส้นไหม ผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับไหม โดยมีมูลค่ารวมกันสูงเกือบ 365 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดในประเทศ อุตสาหกรรมสิ่งทอกลุ่มหม่อนไหมมีมูลค่ารวมถึง 6,614.12 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากเส้นไหม นับได้ว่าหม่อนไหมนี้สร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยมากกว่า 86,000 ครัวเรือนเลยทีเดียว แม้ต้นตำรับของไหมโลกจะมีถิ่นกำเนิดจากอินเดียและจีน จนเกิดเป็นเส้นทางสายไหมที่ค้าขายกันมานับพันปี แต่สำหรับไหมไทยก็มีร่องรอยแห่งการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องล่วงเข้าขวบปีที่ 120 แล้ว นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมช่างไหม สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2446 ด้วยพระราชประสงค์ให้ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้วิชาการและวิทยาศาสตร์ด้านไหมเพื่อสร้างผู้รู้ ผู้ชำนาญชาวสยาม จวบจนปัจจุบันกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงสืบทอดพระราชปณิธานนั้นสืบมาโดยมีภารกิจส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์หม่อนไหมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ วิจัยและพัฒนาหม่อนไหม อนุรักษ์และคุ้มครองหม่อนไหม พัฒนาสินค้าและศักยภาพเกษตรกรสู่ Smart Farmer นอกจากนี้ยังส่งเสริมเศรษฐกิจและการตลาดหม่อนไหมนำไปสู่ความร่วมมือหลากมิติกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของชาติไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมหม่อนไหมและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างมีความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกันมากว่า 17 ปีแล้ว โดยมุ่งพัฒนาเส้นไหมไทยยกระดับสู่นวัตกรรมที่เป็นมากกว่าสิ่งทอ ล่าสุด “เอนจินไลฟ์” สตาร์ทอัพและบริษัทสปินออฟจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งได้รับการบ่มเพาะจาก CU Innovation Hub และ CU Engineering Enterprise ก็สามารถพัฒนากระบวนการสกัดสารละลายโปรตีนไฟโบรอินจากเส้นใยไหมได้สำเร็จ รศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ Founder & CEO บริษัท เอนจิน ไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า “โปรตีนไฟโบรอินในไหมไทยมีคุณสมบัติโดดเด่นสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ ดังจะเห็นได้จากความเข้ากันได้ทางชีวภาพ พบปฏิกิริยาต่อต้านจากภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ในระดับต่ำ และยังสามารถย่อยสลายได้เอง เราจึงนำโปรตีนสำคัญจากเส้นไหมนี้มาพัฒนานวัตกรรมระบบนำส่งยา วัคซีน และสารสมุนไพรเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ได้ อาทิ โรคมะเร็ง โรคข้อเสื่อม โรคเบาหวาน และยังสามารถพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้งานได้จริงทั้งในรูปแบบ 3D Hydrogel แผ่นแปะอนุภาคจิ๋วขนาดไมครอน และเส้นใยนาโน ซึ่งสิ่งที่เราทำได้เองนี้อาจช่วยพลิกโฉมวงการสาธารณสุข ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างถ้วนหน้า” นับเป็นอีกย่างก้าวที่สำคัญของไหมไทยที่วันนี้ถูกพลิกโฉมจากสินค้าเกษตรก้าวล้ำสู่นวัตกรรมทางการแพทย์ที่นำมาใช้งานได้จริงแล้วโดยฝีมือนักวิจัยไทย และต้องจับตาดูช็อตต่อเนื่องหลังวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของคณะผู้บริหารจากกรมหม่อนไหม นำโดยนายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม หารือกันและได้จรดปากกาลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) ฉบับใหม่ เร่งสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนากระบวนการเลี้ยงหนอนไหมและผลิตรังไหมอินทรีย์จากโรงเลี้ยงไหมต้นแบบให้มีมาตรฐานเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ หวังต่อยอดใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะสร้างแรงสั่นสะเทือนใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้อีกกี่ริกเตอร์ หากไทยเราสามารถพิมพ์เนื้อเยื่อสามมิติสร้างหลอดเลือดเทียมเส้นประสาทเทียม ท่อน้ำตาเทียม เปลือกตาเทียม ผิวหนังเทียม และกระดูกเทียมได้เองจาก “ไหมไทย”


